เรื่อง mixer นี่ผมมีความเห็นและประสพการณ์ไม่ค่อยเหมือนกับสมาชิกหลายๆท่านครับ ผมคิดว่าระบบเสียงที่ให้เสียงเป็นธรรมชาตืที่สุดคือระบบเสียงที่มีองค์ประกอบน้อยที่สุด ยิ่งน้อยขิ้นก็ยิ่งปรับง่ายครับและไม่ต้องมี sound engineer มานั่งเฝ้าตลอดเวลาด้วยเพราะเวลาผมจัดงานที่บ้านนั้นทุกคนที่มาร่วมงานตงต้องการมาสนุกมากกว่ามาคอยนั่งคุมระบบเสียง
สมัยผมเด็กๆนั้นผมเคยร่วมงานในชมรมแสงเสียง สจม. อยู่หนึ่งปีเลยพอมีความรู้พื้นฐานเรื่องระบบ PA อยู่บ้าง (ระบบเสียงสมัยสี่สิบปีก่อนมีของเล่นน้อยกว่าสมัยนี้เยอะครับ) ผมคิดว่าระบบยิ่งยุ่งยากก็มีโอกาสที่จะเละเทะมากกว่าระบบที่ง่ายที่สุดที่เพียงพอจะรับมือกับสถานการณ์ครับ
1.Mixer สมัยนี้มี phantom power ทุกรุ่นครับ ดังนั้นข้อนี้ตัดไปใด้เลย
2. Mixer ไม่ใช่กีต้าร์นะครับที่ยิ่งแพงยิ่งสวยและเสียงดี mixer ยิ่งแพงยิ่งใช้ยากสำหรับมือสมัครเล่น ถ้าคุณจะทำ studio ในบ้านคุณก็ควรเลือก digital mixer และอุปกรณ์พ่วงต่อที่ดีที่สุดแต่ถ้าคุฯต้องการแค่การขยายเสียงคุณก็ควรใช้ analog mixer ราคาไม่แพงที่มี effect ในตัวแบบตัวเดียวจบก็พอครับ
เรื่องจะซื้อ mixer กี่ channel ไม่สำคัญเลยครับ ที่สำคัญคือคุณต้องวางแผนก่อนว่าจะต้องใช้ช่อง XLR กี่ channel สมมุติง่ายๆว่าคุณต้องการใช้ไมค์สามตัว ต้องการใช้ช่องรับสัญญานจาก DI output ของแอมป์อีกสามตัว คุณก็ต้องการแค่ 6 channels เท่านั้น ดังนั้น mixer 8 channels ก็น่าจะพอใช่ไหมครับ
จากรูปข้างบนจะเห็นใด้ว่า 8 channels mixer นั้นมีช่องเสียบ XLR แค่ 4 ช่องเท่านั้นเพราะถ้าคุณตัดช่อง stereo ออกไปมันก็เหลือช่อง input แค่ 5 ช่อง ดังนั้นถ้าคุณต้องการ XLR input 6 channels คุณก็ต้องใช้ mixer 12 channels ครับ
ผมคิดว่าถ้าจะซื้อ mixer ไว้ใช้ที่บ้านนี้ขนาด 12 channels กำลังดีครับ ส่วนยี่ห้อนั้นก็แล้วแต่ชอบเพราะ mixer ระดับนี้ก็ผลิตแถวๆบ้านเราทุกยี่ห้่อและราคาก็ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ เรื่องเสียงนั้นลำโพงและ power amp เป็นตัวกำหนดครับไม่ใช่ mixer แต่เรื่องนี้คุณไม่ใด้ถามผมก็เลยไม่ขอออกความเห็น